วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตุ้มโฮม พิน้องไทบ้านกุดตาไก้ เอ็ดผ้าป่าเห้าพรรษา

แอดมินได้รับทราบข่าวจาก กลุ่มไลน์ ไทบ้านกุดตาไก้ ว่า ในมื้อเห้าพรรษา ไทบ้านเฮาล่ะมีผ้าป่า เพื่อทอดถวาย ณ วัดป่า กุดตาไก้หมู่ 4 ครับ  รายละเอียด สอบถามกับเอื้อยลักษณ์(ลุสาวกำนันหลอม) เด้อ ครับ  ที่ เบอร์ 0926067770 ครับ


ฮักแพงแบ่งปัน ตุ้มโฮมผิน้องเดวกันมั่นยืน เด้อ ครับ
ขอบคุณภาพงามๆ จาก Google ครับ







โตโต้โสนแย้ม รายงาน

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เมืองภูแล่นช้าง


เมืองภูแล่นช้าง
เสนอโดย kanyapat nangam วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 
อนุมัติโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ วันที่ 30 เมษายน 2555
จังหวัด : กาฬสินธุ์ 2  321
รายละเอียด
ประวัติเมืองภูแล่นช้า
ชาวภูแล่นช้าง อพยพมาจากเมืองเซโปนฝั่งวันออกประเทศลาว ประมาณ พ.ศ.2324 อพยพครั้งแรกประมาณ 20 ครัวเรือน ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำห้วยขามตอนใต้ ระหว่างบ้านโพนสวางกับบ้านโนนศาลา ปัจจุบันนี้ให้ชื่อว่า บ้านท่าไค้
ท้าวบุตรโคตรผู้เป็นหัวหน้าบ้านนาไค้ ได้ส่งชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่ง ไปตั้งบ้านเรือนสำรองใกล้เชิงเขาภูแดนช้าง ด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ทำเป็นกระท่อมนา ภาษาท้องถิ่นนี้เรียกว่า เถียงนา ทำรวมกันเป็นหมู่ๆ เพื่อป้องกันช้างป่าจะมาทำร้ายพืชพันธุ์และจะได้ช่วยกันอย่างรวดเร็ว ต่อมาคนทั้งหลายเรียกกันว่า บ้านเถียงนาชุม และชายฉกรรจ์เหล่านั้นได้ทำเครื่องสัญญาณติดต่อกันโดยไม้เป็นแผ่นผูกแขวนไว้ที่กระท่อมของตนเพื่อสัญญาณกันเป็นทอดๆไป เมื่อเวลาช้างป่าเข้ามา เรียกกันว่า เกาะลอหรือกระลอ ช้างป่าก็เมถอยไปเรื่อยๆ
ประมาณปี พ.ศ.2338 ได้ย้ายบ้านเรือนมาตั้งอยู่เชิงเขาภูแดนช้าง บ้านเถียงนาชุม เชิงเขาแห่งนี้เป็นแดนหากินของช้างป่าอยู่ก่อน ด้านทิศเหนือของหมู่บ้านมีลำน้ำห้วยขาม และห้วยโป่งห่างหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร ด้านทิศใต้ของหมู่บ้านหนองขามเฒ่า และลำห้วยพะยังห่างหมู่บ้าน ประมาณ 2 กิโลเมตร ตอนใต้ลงไปอีกมีห้วยแสง ห้วยน้ำปุ้น ห่างหมู่บ้าน 3 กิโลเมตร เป็นทำเลทำการเกษตรอย่างดี จึงตั้งชื่อว่า บ้านนาคลอง
สมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์มีโคตรหลักคำ และพรหมดวงสี ท้าวเพียเมืองวังไม่พอใจจำราชการกับเมืองวัง จึงอพยพครอบครัวข้ามแม่น้ำโขงมาฝั่งตะวันตก พักอยู่เชิงเขาภูพานด้านทิศตะวันตก ขณะนั้นมีหมู่บ้านเป็นหลักอยู่ 3 หมู่บ้าน คือบ้านนาขาม บ้านนาคู และบ้านนาคลอง ในสมัยเจ้าอนุวงศ์ครองราชย์สมบัติเมืองเวียงจันทร์ เป็นประเทศราชขึ้นต่อกรุงเทพฯ จึงนำท้าวเพียทั้ง 2 ลงไปเฝ้าสวามิภักดิ์ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ขอตั้งอยู่บ้านนาคลองเมื่อท้าวบุตรโคตรหัวหน้าบ้านคนเดิมถึงแก่กรรมแล้วโคตรหลักคำได้เป็นหัวหน้าบ้าน จึงเปลี่ยนชื่อบ้านเป็นภูแดนช้าง ต่อมาเพี้ยนเป็นบ้านภูแล่นช้าง
พงศาวดารเมืองกาฬสินธุ์ ที่ราษฎรบรรหารเรียบเรียงได้ว่าจุลศักราช 1207 สัปตศก พุทธศักราช 2388 ปีมะเส็ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หมื่นเดชอุดม (ท้าวเดช) เชื้อสายราชวงศ์เมืองเวียงจันทร์ ซึ่งลงไปอยู่กรุงเทพฯเป็นที่พระพิไชยอุดมเดชเป็นเจ้าเมืองภูแล่นช้าง ให้เอาคนอยู่ระหว่างเขาภูแล่นช้าง มีหมวดโคตรหลักคำ ที่เป็นภูแล่นช้างเดิม ให้เอาคนอยู่ระหว่างเขาภูพานด้านทิศตะวันตก ให้เกลี้ยกล่อมเอาคนเมืองวังที่แตกเป็นเชลยอยู่นั่น ขึ้นเป็นคนภูแล่นช้าง
(ครอบครัวบ้านห้วยนายม แขวงเมืองวัง จำนวน 314 คน)
อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม 2 1030 จุลศักราช 1207 ปีมะเส็ง สัปตศก พุทธศักราช 2388 ทรงกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หมื่นเดชอุดม ซึ่งได้พาครอบครัวบ้านห้วยนายม แขวงเมืองเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งอยู่บ้านภูแล่นช้างนั้น เป็นที่พระพิไชยอุดมเดชเจ้าเมือง ให้ท้าวโคตรหลักคำเป็นอุปฮาด ให้ท้าวมหาราชเป็นราชวงศ์ ให้ท้าวพรหมดวงสีเป็นราชบุตร ยกบ้านภูแล่นช้างเป็นเมืองภูแล่นช้างเป็นเมืองกาฬสินธุ์ ตามสมัครใจพระพิไชยอุดมเดชให้ผูกผลเร่วส่งเงินแทนปีละ 8 ชั่งในจำนวน 314 คน
1 ค่ำ จุลศักราช 1226 ปีฉวด ฉศก พุทธศักราช 2407 พระยาไชยสุนทร (กิ่ง) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ มีหมายขอตั้งท้าวขัตติยะ ให้ว่าที่ราชวงศ์เมืองภูแล่นช้างแทนราชวงศ์ (มหาราช)ที่ถึงแก่กรรม
จุลศักราช 1238 ปีชวด อัฐศก พุทธศักราช 2419 พระยาไชยสุนทร (หนู) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์เกิดวิวาทบาดหมางกับพระพิไชยอุดมเดช เจ้าเมืองภูแล่นช้าง และพระธิเบศร์วงศา (ดวง) เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ เจ้าเมืองทั้งสองคือ พระพิไชยอุดมเดช พระธิเบศร์วงศา ลงไปเฝ้า ณ กรุงเทพฯ ในสมัยราชการที่ 5
จุลศักราช 1239 ปีฉลู นพศก พุทธศักราช 2420 พระธิเบศร์วงศา (ดวง) ขอแยกออกจากเมืองกาฬสินธุ์ ยกไปขึ้นกับเมืองมุกดาหาร พระพิไชยอุดมเดช ขอแยกออกจากเมืองกาฬสินธุ์ไปขึ้นกับกรุงเทพฯ จึงทรงโปรดเกล้าให้ตามขอ
จุลศักราช 1242 โทศก ปีมะโรง พุทธศักราช 2423 พระพิไชยอุดมเดชถึงแก่กรรม ปีจุลศักราชนี้ เจ้าเมืองและกรมการเมืองถึงแก่กรรม คือ พระธิเบศร์วงศา (ดวง) เจ้าเมืองกุฉินารายณ์ราชบุตร (มหานาม) เมืองกมลาไสย ราชบุตร (กันยา) เมืองยโสธร พระศรีวรราช (สุ่ย) ผู้ช่วยเจ้าเมืองยโสธร
สำหรับเมืองภูแล่นช้าง เมื่อพระพิไชยอุดมเดชถึงแก่กรรมแล้ว อุปฮาด (ดี) รักษาการเจ้าเมืองสืบต่อ
อุปฮาด (ดี) เป็นน้องพระพิไชยอุดมเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเป็นอุปฮาด ในปีจุลศักราชเท่าไรหาหลักฐานไม่พบ อุปฮาด(โคตรหลักคำ) ถึงแก่กรรม ปีจุลศักราชเท่าไร หาหลักฐานไม่พบเช่น แต่ได้รับฟังจากผู้สูงอายุกว่า อุปฮาด (โคตรหลักคำ)ถึงแก่กรรมก่อนเจ้าเมือง
จุลศักราช 1248 ปีจอ อัฐศก พุทธศักราช 2429 อุปฮาด (ดี) ผู้รักษาเจ้าเมือง และกรมการเมืองภูแล่นช้าง มีหมายบอกลงไปกรุงเทพฯ ขอท้าวคำ บุตรพระพิไชยอุดมเดช เป็นราชบุตรแทนราชบุตร (พรหมดวงสี) ที่ถึงแก่กรรมไปนั้น จึงทรงพระกรุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งให้ตามขอ
จุลศักราช 1250 ปีชวด สัมฤทธิศก พุทธศักราช 2431 อุปฮาด (ดี) ผู้รักษาการเจ้าเมืองภูแล่นช้างถึงแก่กรรม
เมืองภูแล่นช้าง ได้ท้าวทองสุก บุตรพระพิไชยอุดมเดช เป็นผู้รักษาการเจ้าเมืองสืบต่อ และขอตั้งท้าวพรหม บุตรอุปฮาด (ดี) เป็นผู้ช่วย
ท้าวมหาราช ราชวงศ์คนที่ 1 และท้าวขัตติยะ ราชวงศ์คนที่ 2 เพียอพยพมาจากเมืองใด หาหลักฐานไม่พบ
ข้อความพอสรุปได้ว่า เจ้าศิริบุญสารทั้งเมืองพาเอาเจ้าเมืองพรหมวงศ์ ราชบุตร และข้าหลวงหนีไปอยู่เมืองคำเกิดซึ่งเป็นเมืองขึ้นเมืองหลวงพระบาง ฝ่ายไทยได้เอาเจ้านันทนาเสน เจ้าอินทรวงศ์ เจ้าอนุวงศ์ เจ้าหญิงแก้วยอดฟ้ากลัยาณี ลงมาอยู่กรุงเทพฯ
เจ้าศิริบุญสารทราบข่าวว่า โอรสและธิดาของพระองศ์ไม่ได้รับอันตราย จึงกลับเข้าสู่เมืองเวียงจันทน์ ขอเป็นประเทศราชขึ้นแก่ไทย พระองค์ตรองราชสมบัติอยู่ 1 ปีก็สิ้นพระชนม์ในปี
พ.ศ. 2322
พ.ศ.2323 ทางกรุงเทพฯ จึงส่งเจ้านันทเสนมาครองราชสมบัติ ทางนามว่า นันทเสนพรหมลาว มีเจ้าอินทรวงศ์ เป็นอุปราช และเจ้าอินทรวงศ์มีพระราชธิดา เป็นเจ้าจอมในราชกาลที่ 1 ทรงมีพระราชธิดา พระนามว่า เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี
ครัวราษฎรเมืองเวียงจันทร์ที่กวาดต้อนลงไปครั้งสมัยกรุงธนบุรีนั้น ในครัวราษฎรอยู่ตามหัวเมืองชั้นในที่ถูกพม่ากวาดต้อนเอาราษฎรไปเสียจนร้างอยู่ คือ เมืองลพบุรี เมืองสระบุรี เมืองนครนายก และเมืองฉะเชิงเทรา เป็นต้น
ส่วนญาติของเจ้าศิริบุญสาร พระบาทสมเด็จพระยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงทะนุบำรุงไว้เองให้อยู่ ณ กรุงเทพฯ
หมื่นเดชอุดม (ท้าวเดช) และท้าวดี ซึ่งเป็นบุตร-หลานในราชวงศ์เมืองเวียงจันทน์ บิดาได้ส่งไปอยู่ ณ กรุงเทพฯเพื่อศึกษาอักษรไทย ราวปลายรัชกาลที่ 1 หรือต้นรัชกาลที่ 2 อยู่จนถึงรัชกาลที่ 3 ท้าวเดชจึงได้มาเป็นเจ้าเมืองภูแล่นช้างที่ พระพิไชยอุดมเดช
ราชบัณฑิตยสถานกล่าวประวัติภูแล่นช้าง ดังนี้ เป็นตำบลขึ้น อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เดิมเรียกบ้านภูแดนช้าง เพราะที่เขาทางทิศตะวันตกตำบลนี้ ห่างจากบ้านราว 800 เมตร เป็นแดนหากินของช้างป่า ภายหลังเรียกเพี้ยนเป็นภูแล่นช้าง เคยเป็นเมืองราว พ.ศ.2442 ยุบเป็นอำเภอขึ้นจังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อ พ.ศ.2452 ยุบเป็นตำบล
ลำดับสายญาติเจ้าเมืองภูแล่นช้าง
พระพิไชยอุดมเดช ภรรยา.......................มีบุตร 2 คน
1.ท้าวคำ ราชบุตรเมืองภูแล่นช้าง คนที่ 2
2.ท้าวทองสุก รักษาการเจ้าเมืองภูแล่นช้าง คนที่ 2
ราชบุตร (คำ) ภรรยา...........................มีบุตร 2 คน
1.นายทิตย์โพธิ์ พิมพ์พัฒน์
2.นายเชียงใบ พิมพ์พัฒน์
ท้าวทองสุก ภรรยาชื่อ นางที มีบุตร 6 คน
1. นายแสงทอง ชัยอุดม
2นางทองแท่ง ชัยอุดม
3.นายทอง ชัยอุดม
4.นายรินทอง ชัยอุดม
5.นางเบ็ง ชัยอุดม (เฉลิมชาติ)
6.นางเมฆขลา ชัยอุดม (คำก้อน)
อุปฮาด (ดี)รักษาการเจ้าเมืองภูแล่นช้าง คนที่ 1 ภรรยาชื่อ นางจำปา ชาวบ้านห้วยนายม มีบุตร 4 คน
1.ท้าวอุปชิต เฉลิมชาติ
2.ท้าวพรหม เฉลิมชาติ
3.ท้าวจันบุปผา เฉลิมชาติ
4.ท้าวอินทิสาร เฉลิมชาติ
ท้าวอุปชิต เฉลิมชาติ ภรรยาชื่อ นางจุก มีบุตร 8 คน
1.นายจันดี เฉลิมชาติ
2.นายทะ เฉลิมชาติ
3.นายศูนย์ เฉลิมชาติ
4.นายจันทา เฉลิมชาติ
5.นางอ่อน เฉลิมชาติ
6.นางบัว เฉลิมชาติ
7.นางทาน เฉลิมชาติ
8.นางทำ เฉลิมชาติ (โวหารกล้า)
ท้าวพรหมา เฉลิมชาติ ภรรยานางหมอนน้อย มีบุตร 5 คน
1.นายแสง เฉลิมชาติ
(หลวงภูมลาพิพัฒน์)
2.นายสิงห์ เฉลิมชาติ (เลิศศรี)
3.นายเทพ เฉลิมชาติ
4.นางเสี่ยง เฉลิมชาติ (โพธิ์คำเรือง)
(คุณยาย ฯพณฯ ชงชัย มงคลธรรม)
5.นายบุญ เฉลิมชาติ
นางเสี่ยง สามีชื่อ ท้าวรองฤทธิ์ หลานเจ้าเมืองแซงบาดาลมีบุตร 5 คน
1.นายทรัพย์ เลิศแหละ
2.นายอุดร โพธิ์เรืองคำ
3.นางจันทร มงคลธรรม
4.นางทวน โวหารดี
5.นางจันโท พิมพนิตย์
ท้าวจันบุปผา เฉลิมชาติ ภรรยาชื่อ................มีบุตร 2 คน
1.นางซอน เฉลิมชาติ (เนินสุด)
2.นายจันทะลาย เฉลิมชาติ
ท้าวอินทิสาร เฉลิมชาติ ภรรยาชื่อ................มีบุตร 3 คน
1.นางเชียงบาน เฉลิมชาติ
2.นางทองใส เฉลิมชาติ (บรรจงเลิศ)
(มารดา นางชิดชม ทรัพยสาร)
3.นางแพงศรี เฉลิมชาติ (เพียรภายลุน)
ญาติเจ้าเมืองที่หาหลักฐานไม่ได้ ขอฝากไว้
ชาเนตร (นาย...................ชัยอุดม) ภรรยาชื่อ นางบ้ง ฉ่ำสบาย มีบุตร 6 คน
1.นางบัว ชัยอุดม
2.นายผัน ชัยอุดม
3.นายไนย์ ชัยอุดม
4.นางเพน ชัยอุดม
5.นางบน ชัยอุดม
6.นางทน ชัยอุดม
สถานที่ตั้ง
บ้านภูแล่นช้าง
เลขที่ - หมู่ที่/หมู่บ้าน 1 ซอย - ถนน -
ตำบล ภูแล่นช้าง อำเภอ นาคู จังหวัด กาฬสินธุ์
รายละเอียดการเข้าถึงข้อมูล
สภาวัฒนธรรมตำบลภูแล่นช้าง
บุคคลอ้างอิง นางกัญญพัชร นางาม อีเมล์ kanyapat_14@hotmail.co.th
ชื่อที่ทำงาน สำนักงานวัฒนธรรมอำเภอกุฉิ อีเมล์ kanyapat_14@hotmail.co.th
เลขที่ - หมู่ที่/หมู่บ้าน - ซอย - ถนน -
จังหวัด กาฬสินธุ์ รหัสไปรษณีย์ 46160
โทรศัพท์ 0818748096
เว็บไซต์ www.ksculture.go.th

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

เลี้ยงปู่ตา (ปู่รัมย์ภมร) 2556

 งานนี้เลี้ยงบรรพบุรุษ ของชาวภูไท ครับ ซึ่งทำพิธีกรรมนี้มาตั้งแต่ก่อตั้งหมู่บ้าน ครับ.....กระผมและหลานๆก็พากันเอาแคนมาเป่าเพื่อสร้างบรรยากาศและร้องรำเพลงภูไทยสนุกสนาน กันวันต้อนรับปีใหม่
ครับ...










ถวายเหล้าไห ไก่โต..
เช้าตรู่วันขึ้นปีใหม่ของทุกๆ ปี ชาวบ้านกุดตาใกล้ หรือบ้านกุดแค ในอดีตต่างพากันกุลีกุจอเพื่อที่จะหาเครื่องเลี้ยงบูชาบรรพบุรุษของชาวผู้ไทดำ สายเจ้าปู้รัมย์ภมร มีการเตรียม เหล้าไห ไก่ตัว ของหวานคาว ถวายท่าน เมื่อเสร็จสิ้นการบูชา เรียบร้อยลูกหลายก็จะพากันนำของไหว้ กลับมาประกอบอาหาร รับประทานกัน และม่วนซื่นดอแซวกันตามประเพณีนิยม ของขาวผู้ไท ครับ....เพื่อเป็นศิริมงคลกับตัวเองและครอบครัว..ครับ...

เสียงพิณ แคนที่กลั่นออกมาจากหัวใจลูกหลานภูไท ทำให้รู้และคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน อย่างสุดซึ้ง...ชนใดรู้จักรู้คุณแผนดินเกิด ชนนั้นเจริญนัก...














http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151340859378366&set=a.10151340831913366.452027.674853365&type=3&theater
รวมภาพกิจกรรม คลิกที่นี่ ครับ....โดต โตโต้โสนแย้ม คับ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กุฎิวัดบ้านกุดตาใกล้

กุฏิ วัดบ้านกุดตาใกล้หลังนี้ ปีหน้า น่าจะเหลือแต่ภาพความทรงจำ กับความเป็นวัดบ้านกุดตาใกล้ ครับ เนื่องจาก กุฏิหลังนี้สภาพทางด้านภายในนั้นทรุดโทรมมากครับ ชาวบ้านกุดตาใกล้ โดยผู้นำชุมชน ได้หารือกับลูกบ้านมีมติว่า จะทำการรื้อถอนและสร้างกุฏิหลังใหม่ขึ้นมาทดแทนครับ ภาพความทรงจำของชาวบ้านกุดตาใกล้เฮา ยังคงระลึกถึง กุฏิหลังนี้ตลอดกาล


กลองใบนี้หลายท่านคงจำกันได้ดีครับ กลองอันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหมู่บ้านแห่งพระพุทธศาสนาและความเจริญงอกงามของภูไท บ้านกุดตาใกล้ ตี ตู้ม ตู้ม ตู้ม  ยามเพล และตีเป็นสเตปยามบ่ายวัน ศีล วันพระครับ  และที่น่ากลัวบ้างตอนที่กระผมบวชเณร ลุกขึ้นมาตี3 ตีกลองแจ้ง..พร้อมตีค้อง เป็นจังหวะ แต่ก็ทำให้คิดถึงว่าเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้คนทั้งหลายได้รับรู้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของหมู่บ้านซึ่งมีวัฒนธรรม ประเพณี อันดีงาม ผู้คนใจดี มีน้ำใจ




โตโต้โสนแย้ม ภาพ/บรรยาย

วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2555

ประวัติความเป็นมาพิธีบวงสรวงเจ้าปู่รำภมร บ้านกุดตาใกล้


ชาวบ้านกุดตาใกล้ มีประวัติการตั้งถิ่นฐานมายาวนานกว่า ๒๐๐ ปี ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวภูไท จากการเล่าขานจากบรรพบุรุษ ว่า อพยพมาจากเมืองบกเมืองวัง (ปัจจุบันอยู่ในแขวงสุวรรณเขต ประเทศลาว) ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง แถบเมืองรุ้งนคร ซึ่งเป็นราชธานีในแคว้นโคตรบูรณ์ เมื่อ พ.ศ ๒๓๓๘ โดยถูกกวาดต้อนมาในฐานะเชลยในสมัยรัตนโกสินทร์ (ร.๑ - ร.๒) พร้อมกับกลุ่มภูไท ที่มาตั้งเมืองกุดสิมคุ้มเก่า หรือ อ.เขาวงในปัจจุบัน คนที่มาตั้งบ้านครั้งแรกคือ “นายกวนบ้าน” โดยตั้งบ้านครั้งแรกอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านในปัจจุบัน เรียกว่า คุ้มเก่า ต่อมาเกิดแผ่นดินแยกหมู่บ้านเลยย้ายไปทางทิศตะวันตก เป็นคุ้มบ้านน้อย หรือ หมู่ ๔ ในปัจจุบัน กุดตาใกล้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ หนองน้ำใกล้หมู่บ้าน (หรือกุดแฮ่ในปัจจุบัน) มีสัตว์ขนาดเล็กชื่อ “ไก้” มีรูปร่างเล็กคล้ายกระจง ผู้คนมักล่ามาเป็นอาหาร จนในปัจจุบันสูญพันธุ์ไป หมู่บ้านนี้จึงได้ชื่อว่า “กุดตาไก้”

ต่อมาศูนย์พัฒนาการเคลื่อนที่มาเปลี่ยนชื่อเป็น “กุดตาใกล้” ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕

กุดตาใกล้เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองใหญ่สองเมืองในสมัยก่อนคือเมืองภูแล่นช้าง และเมือง กุดสิมนารายณ์ ซึ่งมีหนองน้ำกุดแฮ่เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างเมืองทั้งสอง ดังนั้นกุดตาใกล้จึงต้องต้อนรับเจ้าเมืองทั้งสองฝั่ง โดยใช้ผ้าทอซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษเป็นเครื่องบรรณาการ จนกระทั่งเจ้าเมืองภูแล่นช้างได้อัญเชิญ “เจ้าปู่ตารำภมร” มาสถิตอยู่ ณ กุดตาใกล้เพื่อให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้าน กุดตาใกล้ จึงขึ้นกับเจ้าเมืองภูแล่นช้างนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันนี้ศาลของปู่ตายังคงสถิตใน “ดอนปู่ตา” ซึ่งเป็นป่าที่ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้คงสภาพเดิม ไม่ให้มีการแผ้วถางและชาวบ้านยังได้จัดงานไหว้ดอนปู่ตาเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ชาวบ้านกุดตาใกล้ได้กำหนดทำพิธีบวงสรวงไหว้เจ้าปู่รำภมรปีละสองครั้ง ครั้งแรกในช่วงระหว่างเดือนหกก่อนฤดูการทำนา ครั้งที่สองช่วงระหว่างเดือนอ้ายหลังเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นยุ้งฉาง โดยชาวบ้านจะนำไก่ต้มเป็นตัว พร้อมเหล้า ซึ่งเรียกง่ายๆว่า “เหล้าไห ไก่ตัว” พร้อมดอกไม้ ธูป เทียน ไนฝ้าย ( ด้ายผูกแขน ) ครัวเรือนละ ๑ ชุด ไปเป็นเครื่องเซ่นไหว้สักการะ

โดยจะมีผู้นำพิธีซึ่งชาวภูไทเรียกว่า “กว๊านเจ้าจ้ำ” เป็นผู้นำทำพิธี

( ปัจจุบันเป็นนายเขียน คะโยธา )

วัตถุประสงค์ของการบวงสรวงเจ้าปู่รำภมร

ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการเลี้ยงเจ้าปู่รำภมรเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณเจ้าปู่ที่ปกปักรักษาให้ลูกหลานอยู่ดี กินดี มีความสุข เป็นการบวงสรวงสักการะเจ้าปู่ เป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวบ้าน บอกกล่าวให้เจ้าปู่ได้คุ้มครอง ปกปักรักษาให้มีความสุขสบายหายจากภยันตรายทุกสิ่ง

นอกจากนี้ไก่ที่แต่ละครัวเรือนนำมาจะมีการเสี่ยงทายคางไก่ของแต่ละคนซึ่งคำทำนายคางไก่ก็จะมีเช่นถ้าคางไก่ยาวเหมือนเคียวเกี่ยวข้าว น้ำท่าจะบริบูรณ์ข้าวกล้าอุดมสมบูรณ์ดี ครอบครัวจะมีความสุขร่มเย็น เป็นต้น

การเสี่ยงทายคางไก่ของแต่ละครอบครัว

หลังจากเลี้ยงเจ้าปู่ชาวบ้านก็จะนำไก่ส่วนที่เหลือจากการถวายเจ้าปู่ประกอบเป็นอาหารเรียกว่า “ซั่วไก่” แล้วรัปประทานอาหารร่วมกัน นอกจากเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่คนในชุมชน ยังสร้างความผูกพันของสมาชิกในครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย

ชาวบ้าน “ซั่วไก่” และรับประทานอาหารร่วมกันสร้างความผูกพันในครัวเรือน

และความสัมพันธ์ในชุมชน

การเลี้ยงปู่ตา และบวชป่าชุมชน

เดิมพื้นที่ป่าชุมชนบ้านกุดตาใกล้ เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าชุกชุม เช่น นกกา เก้ง ไก้ ค้างคาว ฯลฯ อาศัยอยู่มากมาย นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายของพันธุ์พืชนานาชนิด เป็นแหล่งอาหาร และยาสมุนไพรพืชบ้านของคนในชุมชน มีพื้นที่ประมาณ ๑๒ ไร่ ต่อมาชุมชนมีการขยายตัว เกิดความต้องการทั้งพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย พื้นที่สำหรับการเกษตร จึงเกิดการลุกล้ำเขตพื้นที่ป่าดอนหอ จนเหลือพื้นที่ในปัจจุบันประมาณ ๗ ไร่ ตลอดจนมีการแผ้วถางทำลายต้นไม้ใหญ่น้อย สำหรับสร้างบ้านเรือน นอกจากนี้สมุนไพรพืชบ้างชนิดได้ถูกทำลาย สัตว์ป่าจำนวนมากสูญพันธุ์ และย้ายที่อยู่

จากภาวะดังกล่าวชาวบ้านได้เกิดความหวงแหนและต้องการอนุรักษ์ป่าผืนนี้ไว้ให้ลูกหลานตลอดจนมุ่งเน้นสร้างความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายเชิงนิเวศน์ของป่าไว้จึงมีมติร่วมกันที่จะทำพิธีบวชป่า ซึ่งมีมติร่วมกันที่จะไม่ทำลาย รุกล้ำเขตป่าชุมชน รักษาสภาพนิเวศน์ให้มีความสมบูรณ์สืบไป

การบวชป่าของชาวกุดตาใกล้อาศัยความเชื่อและภูมิปัญญาดั้งเดิมโดยได้นิมนต์พระมาเป็นประธานในพิธี สร้างความเชื่อถือศรัทธาแก่ชาวบ้าน และคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมในอันที่จะนำไปสู่การร่วมกันอนุรักษ์ป่าผืนสุดท้ายของชุมชนให้คงอยู่ตราบลูกหลานสืบไป

“การบวชป่าเป็นอานิสงส์เช่นเดียวกับการบวชคนเพราะเป็นการรักษาสรรพชีวิตที่มีในป่าแห่งนี้ให้คงอยู่ รวมทั้งแสดงให้รู้ว่าคนเรามีความกตัญญูรู้คุณป่าไม้ที่สร้างชีวิต รักษาชีวิตของเรา”

พระอธิการวันชัย ธมฺมวโร เจ้าอาวาสวัดกุดตาใกล้

“ป่าชุมชนคือรากเหง้าและศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน ยังมีไม้ในป่าอีกหลายร้อยชนิดที่เราทุกคนต้องเรียนรู้และรักษาให้คงอยู่เฉกเช่นเดียวกับวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวกุดตาใกล้”

นายอำนาจ วิลาศรี ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลสายนาวัง

“ป่าชุมชนไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นของคนทุกคนในชุมชน ดังนั้นหากใครทำลายแผ้วถางบุกรุกก็เหมือนกับทำลายมรดกทางธรรมชาติที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้”

นายเมืองมนต์ สุขพันธ์ ผญบ.บ้านกุดตาใกล้ ม.๗

“วันนี้หากเราทุกคนไม่ช่วยกันดูแลรักษา วันข้างหน้าป่านี้หมดไปคงไม่มีคำตอบให้กับลูกหลานว่ามัวทำอะไรอยู่”

นายเจริญ วิลาศรี บ้านกุดตาใกล้ ม.๔

“ไม่รู้ว่าป่านี้มีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เกิดมาก็เห็นเป็นป่าเลย อยู่จนถึงวันนี้ได้ ก็อาศัยป่าผืนเล็กๆ

นี้แหล่ะ”

นายเสิก วิลาศรี ชาวบ้านกุดตาใกล้

_________________

สำนักงานวัฒนธรรมอําเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

เมษาสงกรานต์บ้านเฮา


ถ้าจะเอ่ยถึงสงกรานต์นั้นมีอยู่ทุกๆที่ ครับ แต่ที่นี่ บ้านกุดตาใกล้ ประทับใจสุดๆ ..สงกรานต์บ้านเฮานั้น ตอนที่ผมยังเด็กถ้าหากเริ่มต้น เมษาแล้ว เด็กๆ ก็จะพากันไปตามที่ต่างๆ ที่มีบาดาล ไม่ว่าจะเป็นบาดาล ร.พ.ช. บาดาล กรมทัพย์ทรณี (ในสมัยก่อน) เด็นน้อย ผู้ชายบางส่วนก็จะบวชภาคฤดูร้อนครับ เป็นเณรน้อยน่ารัก ไปหาสาดน้ำแม่ออก และชาวบ้านทั่วไป..(แม่ออก คือ ผู้ญิง)  ในช่วงวันที่ 12-15 ของทุกๆปี จะมีการ ฮดสง น้ำพระ และขนทรายเข้าวัด ตบเจดีย์ทราย..พร้อมตกแต่ง ธุง หรือ ธง เล็กๆ  สำหรับการสงพระของชาวกุดตาใกล้นั้น  ชาวบ้านจะเตรียมน้ำ อ้ม น้ำเนียม (น้ำอบ น้ำหอม) ดอกไม้ ใส่ขันใบใหญ่ที่แต่ละบ้านคิดว่าสวยงามตามบ้านของตน จากนั้น ญาคู(พระสงฆ์ ) จะพากล่าวนำตาบแบบฉบับชาวภูไท จากนั้นก็ สงพระพุทธรูป ด้วยการเทน้ำหอมที่เตรียมมาลงตามลำไม้ไผ่บ้านที่จัดไว้ และ ชาวบ้านก็จะพากันมารับเอาน้ำที่พากันฮดสงพระ โดยการมานั่งอยู่ใต้ฮ้านที่เตรียมไว้..เชื่อกันว่าน้ำอบ น้ำหอม หรือที่เรียกกันตามประสาชาวบ้านว่า น้ำขี้พระ นั้น ใครมารับ มาโต่ง เอาแล้ว จะเสริมบุญบารมี หายทุกข์ หายโศก โรคภัยต่างๆชีวิตเจริญรุ่งเรือง  แล้ว จากนั้น ก็จะสาดน้ำกันสนุกสนานกัน ภายในลานวัดบ้านกุดตาใกล้..ตกยามบ่าย  ญาคูใหญ่ หรือเจ้าอาวาส จะพาไปเก็บดอกมันปลา(กันเกรา)ที่ โนนบ้านเก่าทางบ้านส้มป่อย..เด็กน้อย ผู้บ่าว ผู้สาว จะพากันไปเก็บดอกไม้มาถวายพระพุทธรูปในวัด...และในวันสุดท้ายของเทศกาลปีใหม่สงกรานต์บ้านกุดตาใกล้ จะมีการแห่กันหลอน(ต้นกัลปพฤกษ์) แห่พระอ้อมบ้านทั้งหมู่4 และหมู่ 7 ประชาชนฟ้อนรำสนุกสนาน ในช่วงตี2-ตี4 ของวันรุ่งขึ้นนั้นจะมีการส่งข้าหลวง  เชื่อกันว่า ข้าหลวงนั้นคือสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่มาคุ้มครองปกปักษ์รักษาประชาชนและสิ่งต่างๆในหมู่บ้าน โดยจะเคาะกระป๋อง ปี๊บ ขวด เสียงดังโครมๆ ตามถนนหลวง ตั้งแต่ ต้นหมู่บ้าน จนถึงท้ายบ้าน โดยทุกคนในหมู่บ้านจะรู้เวลาเอง...เชื่ออีกว่าเป็นการส่งเคราะห์เข็ญ ไปกับสิ่งนี้ด้วย...ที่สำคัญแม่บอกว่า เมื่อไปส่งท่านเสร็จแล้ว ห้ามเหลียวหลังกลับ ครับ......ตอนนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนครับ...พักเที่ยงแล้ว เดี๋ยวจะมาเล่าสู่กันฟังใหม่ นะครับ...โตโต้โสนแย้ม กุดตาใกล้ สายนาวัง













รวมภาพ คลิกลิ้งค์นี้ ครับ
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150169247618366&set=a.10150169229403366.299046.674853365&type=3&theater#!/media/set/?set=a.10150169229403366.299046.674853365&type=3

โตโต้โสนแย้ม